เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการเข้าสู่กระบวนการประนอมภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ว่า ฝ่ายไทยได้แต่งตั้ง นาย Rüdiger Wolfrum และ นาย Albert Hoffman เป็นผู้ประนอม ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาได้แต่งตั้งนาย Peter Taksøe-Jensen และนาย Jean-Marc Thouvenin เข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว ทั้งนี้ กระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่เป็น “การประนอม” (Conciliation) มิใช่การพิจารณาคดีของศาลระหว่างประเทศ และมิได้มีผลเป็นคำพิพากษาที่ผูกพันคู่กรณีโดยอัตโนมัติ
พล.อ.อ.ประภาส เปิดเผยว่า.. แม้ไทยจะไม่เคยมีประสบการณ์เข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS มาก่อน แต่ได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดยผู้ประนอมทั้ง 2 ท่านที่ไทยแต่งตั้งล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายทะเล มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเข้าใจบริบทของประเทศไทยเป็นอย่างดี
สำหรับคณะทำงานฝ่ายไทย มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ขณะที่รองหัวหน้าคณะคือเอกอัครราชทูตไทยประจำคูเวต ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล โดยได้ร่วมเตรียมการกับคณะที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของไทยในประเด็นเขตทางทะเลอย่างเต็มที่ เมื่อถูกถามถึงกรณีที่กัมพูชาแต่งตั้งบุคคลซึ่งเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า.. หัวใจสำคัญของกระบวนการประนอม คือ ความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของผู้ประนอม โดยหนึ่งในผู้ประนอมที่ไทยแต่งตั้งก็มีประสบการณ์โดยตรงจากกรณีติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียเช่นเดียวกัน จึงเชื่อมั่นในความรู้ ความสามารถ และความเป็นมืออาชีพของบุคคลที่ไทยคัดเลือก
ส่วนกรณีที่อาจมีความพยายามผลักดันให้มีการหารือเรื่องผลประโยชน์ด้านพลังงานก่อนการตกลงเขตทางทะเลนั้น พล.อ.อ.ประภาส ยืนยันว่า.. ไทยมีจุดยืนชัดเจนและไม่เห็นด้วยกับการนำประเด็นการพัฒนาร่วมกันมาหารือในขั้นตอนนี้ เนื่องจากขอบเขตของกระบวนการประนอมควรจำกัดอยู่เฉพาะประเด็นเขตทางทะเลเท่านั้น
ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวด้วยว่า.. ภารกิจสำคัญของศูนย์ฯ คือการสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้อง ชัดเจน และไม่ตื่นตระหนก โดยจะมุ่งสร้างความเข้าใจใน 3 ประเด็นหลัก
ประการแรก การยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2544 ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งสิทธิของไทย แต่เป็นการปรับกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์และผลประโยชน์ของประเทศในปัจจุบัน
ประการที่สอง การเข้าสู่กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ไม่ใช่การเสียดินแดน และไม่ใช่คำตัดสินที่ไทยต้องยอมรับโดยอัตโนมัติ หากแต่เป็นเวทีที่ไทยใช้เสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขณะที่คณะกรรมาธิการประนอมจะทำหน้าที่ศึกษาและจัดทำรายงานเสนอแนะแนวทางให้ทั้งสองประเทศนำไปใช้ในการระงับข้อพิพาทต่อไป
และ ประการที่สาม ไทยยังคงยืนยันการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และผลประโยชน์ทางทะเลของชาติอย่างเต็มกำลัง ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวย้ำว่า.. ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศร่วมให้คำปรึกษา และยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญสูงสุด
“ ไทยเข้าสู่กระบวนการนี้ด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่เพื่อยอมรับข้อเรียกร้องของฝ่ายใด แต่เพื่อปกป้องสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ บนพื้นฐานของกฎหมายสากลอย่างรอบคอบ โปร่งใส และชอบธรรม ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
อ้างอิงสถานการณ์ล่าสุดของการประนอมภาคบังคับ
-----------------------------------------
ไทยแต่งตั้ง Rüdiger Wolfrum และ Albert Hoffman เป็นผู้ประนอม กัมพูชาแต่งตั้ง Peter Taksøe-Jensen และ Jean-Marc Thouvenin โดยกระบวนการนี้เป็น “การประนอม” ไม่ใช่คำพิพากษาผูกพันแบบศาล
Q1: ไทยไม่เคยมีประสบการณ์เข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เราต้องเตรียมอย่างไร?
A: ไทยได้ตั้งผู้ประนอม 2 ท่าน เป็นคนที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายทะเล มีชื่อเสียงที่ดี และเข้าใจบริบทของไทยอย่างดี โดยคณะเจรจาฝ่ายไทย นำโดยท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองหัวหน้าทีม คือ ท่านทูตไทยประจำคูเวต ซึ่งมีความรู้ด้านฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเลอย่างดี และได้เตรียมการกับคณะที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทยในการหารือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเขตทางทะเล
Q2: กัมพูชาเลือกผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับกรณีออสเตรเลีย v. ติมอร์-เลสเต ไทยประเมินอย่างไร?
A: ที่สำคัญคือผู้ประนอมต้องเป็นกลางและมีความน่าเชื่อถือ โดยผู้ประนอมที่ไทยแต่งตั้งท่านหนึ่งก็มีประสบการณ์โดยตรงจากกรณีติมอร์-เลสเต v. ออสเตรเลียเช่นกัน ไทยมีความมั่นใจในความเชี่ยวชาญของผู้ประนอมที่ไทยคัดเลือกมา
Q3: หากกัมพูชาพยายามผลักดันให้คุยเรื่องผลประโยชน์พลังงานก่อนการตกลงเขตทางทะเล ไทยจะรับมืออย่างไร?
A: จุดยืนของไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ว่า ไทยไม่เห็นด้วยกับการหารือเรื่องการพัฒนาร่วมกัน เพราะขอบเขตของการหารือในกระบวนการประนอมควรจะจำกัดอยู่ที่เรื่องเขตทางทะเล
Q4: ศูนย์ข่าวสารฯ จะสื่อสารกับประชาชนอย่างไร เพื่อไม่ให้เข้าใจว่าเป็นการเสียดินแดน?
A: ภารกิจสำคัญของศูนย์ฯ คือ ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และไม่ตื่นตระหนก โดยจะสื่อสารใน 3 ประเด็นหลัก คือ..
1) การยกเลิก MOU 2544 ไม่ใช่การละทิ้งสิทธิของไทย แต่เป็นการปรับกรอบการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และผลประโยชน์ของชาติ
2) การเข้าสู่กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ไม่ใช่การเสียดินแดน และไม่ใช่คำตัดสินที่ไทยต้องยอมรับโดยอัตโนมัติ แต่เป็นเวทีที่ไทยใช้แสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขณะที่คณะกรรมาธิการประนอมจะศึกษาประเด็นเพื่อจัดทำรายงานที่มีเพียงข้อเสนอแนะเพื่อให้สองประเทศนำไประงับข้อพิพาทกันต่อไป
3) ไทยยังคงยืนยันการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และผลประโยชน์ทางทะเลของชาติอย่างเต็มที่
ขอให้ประชาชนมั่นใจ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ มีข้อมูล มีผู้เชี่ยวชาญ และยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักสูงสุด
“ ไทยเข้าสู่กระบวนการนี้ด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่เพื่อยอมรับข้อเรียกร้องของฝ่ายใด แต่เพื่อปกป้องสิทธิ อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติบนพื้นฐานกฎหมายสากลอย่างรอบคอบและชอบธรรม ”
-----------------------------------------
ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย - กัมพูชา
วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น.

























ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น