ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี / เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะรัฐมนตรี ผู้แทนรัฐมนตรี จาก 6 กระทรวงสำคัญ อาทิ.. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน, นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจาก กระทรวงการคลัง และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช., ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวง อว. เพื่อบูรณาการการใช้งานวิจัยเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของแต่ละกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารนักวิจัยและพนักงาน สวทช. ให้การต้อนรับ
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ สวทช. ขุมพลังวิจัย เดินเครื่องประเทศไทยจากโจทย์จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ” โดยระบุว่า.. วันนี้ สวทช. หน่วยงานวิจัยระดับแนวหน้าของประเทศพร้อมเดินเครื่องขุมพลังวิจัยของประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘National Research Engine’ หรือเครื่องยนต์วิจัยของชาติ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำวิจัยบนหิ้ง แต่เป็นการนำโจทย์จริงจากทุกภาคส่วนมาแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธทางปัญญา โดยนวัตกรรมในวันนี้ คือคำตอบของการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งกระทรวง อว. ในฐานะกำกับดูแล สวทช. โดยตรงจะเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงขุมพลังวิจัยนำงานวิจัยพร้อมใช้และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเร่งสนับสนุนทุกภารกิจของรัฐบาลให้เห็นผลลัพธ์สู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“ การเยี่ยมชมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือ " การทลายกำแพงระหว่างหน่วยงานวิจัยและผู้ใช้งานจริง " (Sandbox of Implementation) เพื่อส่งมอบโซลูชันจากงานวิจัยให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกระทรวง พร้อมขับเคลื่อน สวทช. ให้เป็นขุมพลังหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจาก สวทช.เป็นแหล่งรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อกระทรวงต่าง ๆ เห็นเครื่องมือรวมทั้งแล็บพื้นฐานจะทำงานสอดประสานกับ สวทช. และยังมีงานวิจัยที่พร้อมใช้งาน ตลอดจน DATA center ที่ สวทช. พร้อมให้บริการ ซึ่งเราคาดหวังจะเกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวงกันหรือเรียกว่า Synergistic Government ”
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการศึกษา ว่า.. การศึกษาไทยต้องก้าวข้ามการเรียนแบบเหมาโหล แพลตฟอร์ม LEAD Education ที่เราเห็นในวันนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยครูในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ทำให้เรามองเห็นจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาของเด็กแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในอนาคตได้อย่างแท้จริง
ขณะที่ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า.. โจทย์ใหญ่ของเกษตรกรไทย คือ การลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ สวทช. วิจัยขึ้นมานั้น ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตที่สูงขึ้น แต่ยังมีความสามารถในการต้านทานโรคและแมลงได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อผนวกกับการใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดและสารชีวภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นการตอบโจทยสำคัญที่ช่วยลดรายจ่ายด้านเคมีภัณฑ์และยกระดับรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรไทยในระยะยาวและเกิดความยั่งยืนทั้งด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า.. ความมั่นคงทางสาธารณสุขจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ การที่นวัตกรรมไทย เช่น วัสดุทดแทนกระดูก (M-Bone) และชุดตรวจอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ (AL-Strip) ได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์และเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย พร้อมใช้งานในระบบหลักประกันสุขภาพนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐมหาศาล แต่ยังทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวสรุปว่า.. นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้วางรากฐานการพัฒนาศักยภาพประเทศผ่านงานวิจัยในมิติที่หลากหลาย โดยกระทรวงแรงงาน ได้เดินหน้าการพัฒนาแรงงานฝีมือสูง ผ่านเทคโนโลยี 3D Printing และเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรทางการแพทย์และช่างฝีมือในอุตสาหกรรมอนาคต สอดรับกับแนวทางการดูแลสังคมของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่นำระบบนิรันดร์ (Nirun) เข้ามาบริหารจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และเตรียมขับเคลื่อนธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand Food Bank) เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่กลุ่มเปราะบาง ขณะที่กระทรวงพลังงาน เดินหน้าขยายผลการตรวจสอบคุณภาพแผงโซลาร์เซลล์ใช้แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ควบคู่กับการเร่ง Upskill และ Reskill บุคลากรในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ส่วนกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกับ สวทช. และกรมสรรพากร นำเทคโนโลยี AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาษีและการเงิน พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านกลไกของ BOI เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตขึ้นในอนาคต
![]() |
| ศาสตราจารย์ ดร. ' ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ' ผู้อำนวยการ สวทช. |
“ เป้าหมายของผมและชาว สวทช. ชัดเจนครับ นวัตกรรมไทยต้องไม่ใช่งานวิจัยที่รอการค้นพบ แต่ต้องเป็น 'คำตอบ' ที่ใช้แก้โจทย์ชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน ” รมว.อว. กล่าวทิ้งท้าย ...
















































ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น