' วิกฤตฝุ่น มกรา 69 ' พุ่งถึงจุดพีค! สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ ถอดบทเรียนเสนอทางออกแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน ชูโมเดล “ เปลี่ยนขยะเป็นทอง ” และ “ พลังป่าชุมชน ” คืนอากาศสะอาดให้คนไทย ... - MOJO THAI NEWS

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

' วิกฤตฝุ่น มกรา 69 ' พุ่งถึงจุดพีค! สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ ถอดบทเรียนเสนอทางออกแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน ชูโมเดล “ เปลี่ยนขยะเป็นทอง ” และ “ พลังป่าชุมชน ” คืนอากาศสะอาดให้คนไทย ...

[กรุงเทพมหานคร – 15 มกราคม 2569] – สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในเดือนมกราคม 2569 เข้าขั้นวิกฤต โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่กรุงเทพมหานครเผชิญค่าฝุ่นพุ่งสูงที่สุดในรอบปี แตะระดับ 58.1-61 มคก./ลบ.ม. ส่งผลให้มีพื้นที่สีแดงกระทบต่อสุขภาพในหลายเขต อาทิ.. บางรัก ปทุมวัน และสาทร ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มจมฝุ่นหนาจากสภาพอากาศปิดและมลพิษสะสม

นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง.. ความตระหนักในสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์การด้านสื่อสารมวลชนที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และมีความใกล้ชิดกับภาคเกษตรกรรม ว่าสมาคมฯ ได้มีการถอดบทเรียนจากเวทีเสวนา “ฝุ่น PM2.5 ภาคเกษตรสร้างปัญหาจริงหรือ? ระดมสมองแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นที่อาคาร UNISERV มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ท่ามกลางวิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้น


“ สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในตอนนี้ส่งผลกระทบชัดเจนและค่อนข้างรุนแรงต่อวิถีชีวิตและสุขภาพของคนไทยในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหานอกจากมลพิษที่มาจากการจราจรในเมืองแล้ว ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนสำคัญก็คือภาคเกษตรกรรม ซึ่งก็มีความทับซ้อนของปัญหาว่าจริง ๆ แล้วปัจจัยหลักมาจากภาคเกษตรในบ้านเรา ไฟป่า หรือการเผาข้ามแดนกันแน่ ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมฯ ก็ได้มีการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิด เตรียมรับมือและหาทางออกในการร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีการถอดบทเรียนและเนื้อหาจากนักวิชาการและวิทยากรที่ร่วมให้ข้อมูลหลาย ๆ ท่าน ทำให้เรามองเห็นที่มาของปัญหา และทำให้สามารถหาแนวทางแก้ไข หรือรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ”

รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ ประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึง.. ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ว่าสาเหตุที่มลพิษรุนแรงในช่วงนี้เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ อุตุนิยมวิทยาที่อากาศนิ่งระบายตัวยาก และแหล่งกำเนิดมลพิษที่หลากหลาย ซึ่งข้อมูลวิชาการชี้ชัดว่าในช่วงฤดูแล้งเพียง 3 เดือน (ก.พ.-เม.ย.) ภาคเหนือมีการปลดปล่อยฝุ่น PM2.5 รวมกันสูงถึง 11,000 ตัน โดยกว่า 51% มาจากการเผาชีวมวล ซึ่งหากเราสามารถลดมลพิษข้ามแดนและการเผาป่าลงได้เพียง 50% จะช่วยลดค่าฝุ่นในพื้นที่ลงได้ทันทีถึง 40% ซึ่งต้องอาศัยการจัดการเชิงพื้นที่ที่เข้มข้นมากกว่าเดิม

ในขณะที่ ดร.สุดเขต สกุลทอง จาก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่ "ต้นทาง" โดยเฉพาะขยะทางการเกษตรกว่า 1 ล้านตันต่อปีในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศษวัสดุจากข้าวโพดบนพื้นที่สูงที่ยากต่อการกำจัด นำมาสู่นวัตกรรม “ เครื่องทำชีวมวลอัดแท่งและไบโอซาร์แบบเคลื่อนที่ ” โดยนวัตกรรมนี้ช่วยให้เกษตรกรบนดอยสามารถแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นพลังงานทดแทนที่ขายได้ราคาสูงถึง 2,500 - 3,000 บาทต่อตัน เปลี่ยนภาระการเผาให้กลายเป็นรายได้ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหยุดเผาอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีชุมชนหลายแห่งเริ่มนำไปใช้และพิสูจน์แล้วว่าสร้างรายได้จริง และน่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาในภาคการเกษตรได้

อ.เดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน เน้นย้ำว่า.. กุญแจสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งให้ “ ป่าชุมชน ” กว่า 1,200 หมู่บ้าน ให้สามารถจัดการพื้นที่อย่างถูกกฎหมายภายใต้ พรบ.ป่าชุมชน เพื่อสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต หรือการปลูกพืชเศรษฐกิจใต้ร่มไม้ ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทชาวบ้านจากผู้ใช้ไฟเป็น " ผู้เฝ้าระวังป่า "

คุณลาวัณย์ อุ่นจัน หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืนยันถึง.. ความสำเร็จในการลดจุดความร้อน (Hotspots) ในปีที่ผ่านมาที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเตรียมบังคับใช้มาตรการ “หยุดเผาเด็ดขาด” ในช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 มีนาคม 2569 นี้ โดยมีอาสาสมัครเกษตรกว่า 2,000 หมู่บ้านเป็นกลไกหลักในการประชาสัมพันธ์และเฝ้าระวัง



นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตร ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า.. “ วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในเดือนมกราคม 2569 คือสัญญาณเตือนว่าเราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยเพียงมาตรการชั่วคราวอย่างการ Work From Home แต่ต้องอาศัย ความร่วมมืออย่างบูรณาการ ทั้งการใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรกร การสนับสนุนป่าชุมชน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการ " หยุดเผา " ควบคู่ไปกับการ " สร้างมูลค่า " เพื่ออากาศบริสุทธิ์ของเราและลูกหลานทุกคนสืบไป ”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad



Pages