บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ในกลุ่มไทยยูเนี่ยน เปิดฉากงาน “ Thai Union Synergy 2026 ” ผนึกกำลังพันธมิตรในอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ และร่วมกันกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของอุปทานในตลาดโลก และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โอกาสใหม่จากตลาดพรีเมียมและเทรนด์การบริโภคอย่างยั่งยืน กำลังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น
นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM กล่าวว่า.. ภายใต้ความท้าทายของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปัจจุบัน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันคือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างสมดุลทั้งในด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ และตลาดในระยะยาว เป็นที่มาของการจัดงาน “Thai Union Synergy 2026” ภายใต้แนวคิดการผนึกกำลังพันธมิตรปลดล็อกศักยภาพกุ้งไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งและกรมประมง รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
นอกจากนี้ในเชิงโครงสร้างตลาดอุตสาหกรรมกุ้งไทยมีความต้องการที่หลากหลายตามปลายทางการบริโภค โดยมีความต้องการหลักในช่วงขนาด 50–70 ตัวต่อกิโลกรัม และขนาด 20–50 ตัวในบางกลุ่ม ซึ่งส่วนหนึ่งถูกใช้เพื่อบริโภคในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งเชื่อมต่อสู่ตลาดส่งออก ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับสินค้าแปรรูปและสินค้ามูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คุณภาพ มาตรฐาน และประเด็นด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ด้าน นางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง ระบุว่า.. อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากวิกฤตทรัพยากรโลก โดยปัจจุบันมนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินกว่าที่โลกจะสามารถฟื้นฟูได้ราว 1.7 เท่า ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของระบบนิเวศสูงถึง 85%
ล่าสุด ประเทศไทยได้ประกาศเร่งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ให้เร็วขึ้น โดยตั้งเป้าบรรลุภายในปี 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2035 สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวของทุกภาคส่วน
กรมประมง ชี้ว่า.. “ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ” กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของการค้าโลก โดยเฉพาะ สหภาพยุโรป (EU) เดินหน้าบังคับใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ “ กำแพงภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน ” โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก เช่น ซีเมนต์ พลังงานไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็ก อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน แม้สินค้าอย่าง “ กุ้ง ” ยังไม่ถูกบังคับใช้ในระยะแรก แต่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะด้านพลังงานและอาหารสัตว์ รวมถึงแนวโน้มการขยายขอบเขตมาตรการในอนาคต ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและการส่งออกของไทย ทั้งนี้ กรมประมงพร้อมเดินหน้าร่วมกับภาคเอกชนและพันธมิตร เพื่อผลักดันโครงการฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
นายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารสัตว์น้ำ และ Marine บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า.. อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเร่งปรับตัวสู่ “ Low Carbon Aquaculture ” หรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่แหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักมาจากการผลิตอาหารสัตว์และการบริหารจัดการฟาร์ม
กลุ่มไทยยูเนี่ยนจึงเดินหน้ากลยุทธ์ SeaChange® 2030 ขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดซัพพลายเชน พร้อมโครงการนำร่อง มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์มแก่เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นการจัดการอาหารกุ้ง และการใช้พลังงานทางเลือก อาทิ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนพลังงานควบคู่กับการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์จากแหล่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25–35%
นอกจากนี้ บริษัทได้นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง พร้อมพัฒนา Low-carbon solutions เช่น โปรตีนทางเลือกและการปรับปรุงค่าอัตราการแลกเนื้อ (Feed conversion ratio หรือ FCR) โดยมีแผนขยายสู่เครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อสร้างวัตถุดิบกุ้งคาร์บอนต่ำ รองรับมาตรฐานสากล เช่น Best Aquaculture Practices หรือ BAP และ Aquaculture Stewardship Council หรือ ASC ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดพรีเมียมในระยะยาว
ในภาพรวมการแข่งขันระดับโลกอุตสาหกรรมกุ้งไทยมุ่งปรับตัวโดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตวัตถุดิบโดยหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพ การควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด การไม่ใช้สารตกค้างต้องห้ามตลอดจนการพัฒนาระบบการผลิตที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Traceability) ควบคู่กับการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มและแนวคิดกุ้งคาร์บอนต่ำเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก
นายพีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า.. แนวคิด “Synergy to Success” จะเป็นกลไกสำคัญในการผสานความร่วมมือทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ โดยมีเป้าหมายคือ “ เกษตรกรต้องอยู่ได้ ” ควบคู่กับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน
แม้ราคากุ้งไทยในปี 2568 ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจุดแข็งด้านคุณภาพ แต่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดัน โดยปริมาณส่งออกลดลงเหลือ 129,308 ตัน ต่ำสุดในรอบ 18 ปี จากจุดสูงสุดที่ 388,455 ตันในปี 2554 ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 40,889 ล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะในระดับฟาร์ม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเป็นบทบาทสำคัญของ TFM ในการเสริมศักยภาพการแข่งขันให้เกษตรกรไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่สากลยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดย TFM เป็นโรงงานแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ASC Feed ซึ่งสะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยสู่ความยั่งยืนและการยอมรับในตลาดโลก
ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้าสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งยกระดับองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมกุ้งไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของเครือข่ายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล ...
















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น