เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 กองทัพอากาศ จัดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ ครั้งที่ 3/69 เพื่อหารือแนวทางการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมกองทัพอากาศ โดยมี พลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศเป็นประธานการประชุม
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ หน่วยงานด้านความมั่นคง การคมนาคม การบิน อวกาศ โทรคมนาคม การแพทย์ฉุกเฉิน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน เข้าร่วมหารือ เพื่อกำหนดแนวทางบูรณาการการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศให้เป็นระบบ มีเอกภาพ และสามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย..
🔹 กระทรวงการต่างประเทศ
🔹 กระทรวงมหาดไทย
🔹 กระทรวงคมนาคม
🔹 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
🔹 กระทรวงยุติธรรม
🔹 กระทรวงสาธารณสุข
🔹 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
🔹 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
🔹 ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล
🔹 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
🔹 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
🔹 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
🔹 สำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย
🔹 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
🔹 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
🔹 กรมศุลกากร
🔹 กรมท่าอากาศยาน
🔹 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
🔹 สำนักนโยบายและแผนกลาโหม
🔹 กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม
🔹 หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม
🔹 กรมยุทธการทหาร
🔹 กรมยุทธการทหารบก
🔹 กรมยุทธการทหารเรือ
🔹 กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ
🔹 กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ
🔹 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
🔹 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
🔹 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
🔹 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
🔹 บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
🔹 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
การจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ มีความสำคัญต่อประเทศไทย เนื่องจากน่านฟ้าและห้วงอวกาศไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะด้านการทหารเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการบินพาณิชย์ การท่องเที่ยว การสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบนำทาง GPS โลจิสติกส์ พลังงาน การเงินดิจิทัล ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดยพื้นที่เศรษฐกิจและความมั่นคงทางอากาศที่ประเทศไทยต้องดูแลครอบคลุมเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ TADIZ มากกว่า 813,000 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ภาคการขนส่งทางอากาศมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และ ความเชื่อมั่นของประเทศอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามในปัจจุบันยังมีความซับซ้อน รวดเร็ว และเชื่อมโยงข้ามหน่วยงาน ตั้งแต่อากาศยานและโดรนผิดกฎหมาย การก่อการร้าย การลักลอบขนยาเสพติด อาวุธ และสิ่งของผิดกฎหมาย ไปจนถึงการรบกวนระบบ GPS สัญญาณดาวเทียม ภัยไซเบอร์ต่อระบบการบิน และขยะอวกาศ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความปลอดภัยของประชาชน เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน การคมนาคม และ ความเชื่อมั่นของนานาชาติ
ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ จะยึดหลัก “ บูรณาการ ไม่รวมศูนย์อำนาจ ” โดยหน่วยงานเจ้าของภารกิจยังคงใช้อำนาจตามกฎหมายของตน ขณะที่ศูนย์ฯ จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จัดทำภาพสถานการณ์ร่วม แจ้งเตือน และประสานการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
การจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ จึงไม่ใช่การขยายอำนาจหรือสร้างหน่วยงานเพื่อทำงานทับซ้อน แต่เป็นการเชื่อมโยงขีดความสามารถของทุกภาคส่วน “ เพื่อรองรับการดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคตในการบูรณาการการบริหารจัดการความมั่นคงทางอากาศและอวกาศของประเทศ ” ให้สามารถเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และ รับมือภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเป็นเอกภาพ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้านการบิน ปกป้องระบบดาวเทียมและการสื่อสาร สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาคมระหว่างประเทศ ...
เพราะความมั่นคง ทางอากาศและอวกาศ คือความมั่นคงของประชาชน เศรษฐกิจ และ อนาคตของประเทศ ...
#กองทัพอากาศ #ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ ...





































ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น