ที่ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาคาร วช. 8 / เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเสวนาเรื่อง “ เข้าใจ รู้ทัน ฝุ่น PM2.5 ดูแลสุขภาพด้วยวิจัยและนวัตกรรม ” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดการเสวนาฯ พร้อมด้วยคณะนักวิจัย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า.. วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงรุกที่ช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง (PM2.5) ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและมีความเสี่ยงสูง และร่วมกับเครือข่ายนักวิจัย สถาบันวิจัย และหน่วยงานต่าง ๆ ในการช่วยกันขับเคลื่อนผลผลิตและผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม เพื่อลดการปลดปล่อย PM2.5 จากแหล่งกำเนิด และจำนวนวันที่มีปริมาณ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานลดลง ได้กำหนดกรอบวิจัยและนวัตกรรมเป็น 5 ด้าน ดังนี้.. (1) การพยากรณ์/คาดการณ์ปริมาณ PM2.5 (2) การลด PM2.5 จากแหล่งกำเนิด (3) การบรรเทาปัญหา PM2.5 ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและสุขภาพอนามัย (4) การสร้างความรับรู้ของประชาชน และ (5) การบริหารจัดการ PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งการจัดตั้ง “ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ ” หรือ HTAPC เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศและภูมิอากาศ อาทิ.. ฝุ่น PM2.5 เป็นต้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ ให้ความรู้ และ สร้างความตระหนัก รวมถึงผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ สำหรับการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5
" วช ร่วมกับ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเวทีเสวนา “ เข้าใจ รู้ทัน ฝุ่น PM2.5 ดูแลสุขภาพด้วยวิจัยและนวัตกรรม ” ขึ้นในหลายประเด็น ดังนี้.. ประเด็น “ สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ ประเด็น “ ผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์บุญรัตน์ ทัศนีย์ไตรเทพ ประเด็น “ ป้องกันสุขภาพและมาตรการรับมือกับผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ” โดย ดร.แพทย์หญิง ฉันทนา ผดุงทศ และประเด็น “ พลิกข้อมูลเซนเซอร์ สู่การดูแลสุขภาพเชิงรุก ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ซึ่งสะท้อนบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างรอบด้าน "
จากนั้นเป็นการเสวนาในประเด็นสำคัญ โดย รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึง สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย ว่า.. ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ โดยมีสาเหตุจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และปัจจัยด้านสภาพอากาศ การใช้ข้อมูลทางวิชาการและระบบติดตามคุณภาพอากาศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการปัญหา
ด้าน รศ.ดร.นพ.บุญรัตน์ ทัศนีย์ไตรเทพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 โดยระบุว่า.. ฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด ส่งผลต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว จึงควรมีมาตรการป้องกันและลดการสัมผัสฝุ่นอย่างจริงจัง
ขณะที่ ดร.พญ.ฉันทนา ผดุงทศ จาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง การป้องกันสุขภาพและมาตรการรับมือกับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ว่า.. การสื่อสารความเสี่ยงที่ถูกต้อง การเฝ้าระวังสุขภาพ และการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันตนเองของประชาชน เป็นกลไกสำคัญในการลดผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ
นอกจากนี้ รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้นำเสนอหัวข้อ “ พลิกข้อมูลเซนเซอร์ สู่การดูแลสุขภาพเชิงรุก ” โดยชี้ให้เห็นว่า.. การนำข้อมูลจากเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศมาใช้เป็นข้อมูลในการเฝ้าระวังและป้องกันด้วยตนเองได้ และสนับสนุนให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพและรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ วช. ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านฝุ่น PM2.5 โดยบูรณาการความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ่ายทอดองค์ความรู้และข้อมูลวิชาการสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อเสริมสร้างความตระหนักและการดูแลสุขภาพเชิงรุกของประชาชนอย่างแท้จริงด้วยวิจัยและนวัตกรรม ...























ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น